ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 ของ Palantir (PLTR) สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเทคโนโลยี ด้วยตัวเลขที่น่าทึ่ง ทั้งการเติบโตของรายได้รวมที่พุ่งสูงถึง 63% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และการปิดดีลสัญญามูลค่ารวม (TCV) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์ แต่หากมองว่านี่เป็นเพียงเรื่องราวของตัวเลขทางการเงิน คุณกำลังพลาดภาพที่ใหญ่กว่าไปอย่างสิ้นเชิง
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องราว แต่เป็น ผลลัพธ์ ของปรัชญาและกลยุทธ์ที่แตกต่างและมักจะสวนกระแสกับแนวทางของ Silicon Valley มาโดยตลอด เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้คือ 5 ข้อพิสูจน์สำคัญที่เผยให้เห็นว่ากลยุทธ์ที่ไม่เหมือนใครของ Palantir ไม่เพียงแค่ได้ผล แต่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกของ AI สำหรับองค์กร
1. “Rule of 40” ที่ทะลุ 114%—ตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา
“Rule of 40” คือมาตรวัดมาตรฐานทองคำสำหรับบริษัทซอฟต์แวร์ โดยนำ “อัตราการเติบโตของรายได้” มารวมกับ “อัตรากำไรจากการดำเนินงาน” ซึ่งบริษัทที่แข็งแกร่งควรมีผลรวมเกิน 40% แต่สำหรับ Palantir ตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 114% ซึ่งไม่เพียงแค่สูงกว่าเกณฑ์ แต่ยังเป็นตัวเลขที่แทบไม่เคยปรากฏในบริษัทซอฟต์แวร์ระดับเดียวกัน มันคือข้อพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า Palantir กำลังทำในสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดพร้อมกับสร้างผลกำไรมหาศาลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นสภาวะที่หาได้ยากยิ่ง
Alexander Karp, CEO ของ Palantir ถึงกับกล่าวว่า นี่ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ที่แข็งแกร่ง แต่เป็นความผิดปกติ
“a normal enterprise company should not have a Rule of 40 above 100%.”
(บริษัทซอฟต์แวร์ระดับองค์กรโดยทั่วไป ไม่ควรจะมี Rule of 40 เกิน 100%)
2. การเติบโต 121% ของธุรกิจในสหรัฐฯ: ไม่ใช่แค่ชนะดีล แต่คือการส่งมอบผลลัพธ์ด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน
ภาพจำเดิมๆ ของ Palantir ที่ผูกติดกับลูกค้ารัฐบาลกำลังถูกลบล้างอย่างรวดเร็ว ด้วยการเติบโตของธุรกิจลูกค้าเอกชนในสหรัฐฯ ที่ร้อนแรงถึง 121% และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึง 34% ของรายได้ทั้งหมด แต่กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการเติบโตเท่านั้น แต่อยู่ที่ ความเร็ว ในการสร้างผลกระทบ
ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ชั้นนำรายหนึ่งได้ขยายสัญญาระยะยาว หลังจากเซ็นสัญญาฉบับแรกไปเพียง 5 เดือน ทำให้มูลค่าสัญญารายปี (ACV) เพิ่มขึ้นมากกว่า 8 เท่า
การเติบโตที่น่าทึ่งนี้ไม่ได้มาจากการได้ลูกค้าใหม่เท่านั้น แต่มาจากความสามารถของแพลตฟอร์มในการส่งมอบผลลัพธ์ที่พลิกโฉมธุรกิจได้ในเวลาไม่กี่เดือน ไม่ใช่หลายปี ซึ่งเป็นความเร็วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการติดตั้งซอฟต์แวร์ระดับองค์กรแบบดั้งเดิม และนี่คือปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตในภาคธุรกิจเอกชนอย่างแท้จริง
3. AI สำหรับคนทำงาน ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญ—การเสริมพลังให้พนักงานหน้างาน
ท่ามกลางความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ Palantir กลับเดินในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสร้าง AI ขึ้นมาเพื่อ “เพิ่มขีดความสามารถ” ไม่ใช่ “แทนที่” โดยมุ่งเป้าไปที่คนทำงานซึ่งมีความรู้เฉพาะทางในสายงานของตนเอง โครงการ “American Tech Fellowship” ได้แสดงให้เห็นภาพนี้อย่างชัดเจน โดยนำ AI ไปสู่มือของวิศวกรโยธาในหลุยเซียนา, คนงานในฟาร์มมันฝรั่งที่นอร์ทดาโคตา, และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณูปโภคในจอร์เจีย
นี่คือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ล้ำลึกของ Palantir ในการแทรกซึมเข้าสู่องค์กรจากรากฐาน โดยการสร้างคุณค่าจากล่างขึ้นบน (bottom-up) และพิสูจน์ให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคในออฟฟิศอีกต่อไป แต่เป็นพลังขับเคลื่อนนวัตกรรมจากหน้างานจริง
“These Americans are the true face of innovation, underscoring that it will be the American worker with AI that drives reindustrialization and American prosperity.”
(ชาวอเมริกันเหล่านี้คือโฉมหน้าที่แท้จริงของนวัตกรรม ซึ่งตอกย้ำว่าจะเป็นแรงงานอเมริกันที่ทำงานร่วมกับ AI ที่จะขับเคลื่อนการฟื้นฟูอุตสาชกรรมและความรุ่งเรืองของอเมริกา)
4. AI ที่สามารถสร้าง AI ได้เอง—การทลายอุตสาหกรรมที่ปรึกษาไอทีมูลค่าหลายพันล้าน
หนึ่งในพัฒนาการที่ทรงพลังที่สุดคือความสามารถของ AI ในการสร้าง “กองทัพ AI” ขึ้นมาทำงานที่ซับซ้อนโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง และยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังอุตสาหกรรมที่ปรึกษาและผู้ติดตั้งระบบ (System Integrator) ที่มีมูลค่ามหาศาล
ลูกค้ารายหนึ่งใช้วิศวกรมนุษย์เพียง 2 คน สั่งการให้ AI สร้างกองทัพ “AI FDEs” (Forward Deployed Engineers) ขึ้นมาเพื่อย้ายข้อมูลลูกค้าออกจากระบบคลังข้อมูลเก่าให้เสร็จสิ้นภายใน 5 วัน ซึ่งเป็นงานที่หากใช้วิธีเดิมๆ อาจต้องใช้ทีมงานจำนวนมากและใช้เวลานานถึง 2 ปี
นี่ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์ข้อมูล แต่เป็นการที่ซอฟต์แวร์สามารถ “สร้างโซลูชัน” ขึ้นมาแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ถือเป็นการท้าทายโดยตรงต่อโมเดลธุรกิจของบริษัทที่ปรึกษาไอที ที่พึ่งพารายได้จากโครงการระยะยาวที่ใช้แรงงานคนจำนวนมาก
5. AI คือ “ความจำเป็นในการแข่งขัน”—กลยุทธ์คีมหนีบที่บีบให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจ
ในขณะที่ Palantir สร้างการยอมรับจากล่างขึ้นบนผ่านการเสริมพลังให้พนักงานหน้างาน พวกเขาก็กำลังส่งสาส์นแห่งความเร่งด่วนไปยังผู้บริหารระดับสูง (C-suite) จากบนลงล่าง (top-down) สร้างแรงบีบที่ทรงพลังจน AI ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “ความจำเป็นในการแข่งขัน”
เราได้เห็น CEO ของบริษัทประกันภัยชั้นนำเข้ามาดูแลโครงการปรับเปลี่ยนสู่ AI ด้วยตนเอง และลูกค้าองค์กรระดับ C-suite ต่างเข้ามาหา Palantir พร้อมเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการ “จัดโครงสร้างองค์กรทั้งหมดของเราใหม่โดยมี Palantir และ AIP เป็นศูนย์กลาง” กลยุทธ์แบบคีมหนีบนี้เอง ที่ทำให้ Palantir สามารถแทรกซึมและกลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรได้อย่างรวดเร็ว
ดังที่ Thomas Tull จาก TWG Global สรุปสถานการณ์ในปัจจุบันไว้อย่างเฉียบคม:
“what was once a competitive advantage is now a competitive necessity.”
(สิ่งที่เคยเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน ตอนนี้กลายเป็นความจำเป็นในการแข่งขัน)
ผลประกอบการของ Palantir ในไตรมาสนี้จึงเป็นมากกว่าตัวเลขที่น่าประทับใจ มันคือสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุคของเครื่องมือ AI แบบแยกส่วนและใช้งานเฉพาะทางกำลังจะสิ้นสุดลง อนาคตของโลกธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมี “AI” แต่ขึ้นอยู่กับการมี “แพลตฟอร์ม” ที่สามารถหลอมรวม AI เข้ากับทุกส่วนขององค์กร และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจจากรากฐาน
เรื่องราวของ Palantir พิสูจน์ให้เห็นว่า AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือวิเคราะห์อีกต่อไป แต่เป็นแกนหลักที่สามารถสร้างโซลูชัน ขับเคลื่อนประสิทธิภาพ และกำหนดผู้ชนะในสมรภูมิการแข่งขันยุคใหม่อย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น