ไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งสำหรับ Palantir บริษัทซอฟต์แวร์ที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ผลประกอบการครั้งนี้แข็งแกร่งถึงขนาดที่ CEO Alexander Karp กล่าวว่านี่ไม่ใช่แค่ผลงานที่ “ปกติ” “แข็งแกร่ง” หรือ “ยอดเยี่ยม” แต่นี่อาจเป็น “ผลประกอบการที่ดีที่สุดเท่าที่บริษัทซอฟต์แวร์เคยทำได้” (arguably the best results that any software company has ever delivered) เลยทีเดียว
เบื้องหลังความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมและทิศทางในอนาคตที่สดใสนี้ มีรากฐานมาจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและแตกต่างของ CEO ของบริษัท
6. วิสัยทัศน์ของ CEO: “เราถูก พวกคุณผิด”
ตัวเลขที่น่าทึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีรากฐานมาจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและแตกต่างของ CEO Alexander Karp ซึ่งเขาอธิบายปรัชญาของบริษัทไว้อย่างตรงไปตรงมา
อธิบายแนวคิดสำคัญ: Karp อธิบายว่า Palantir กำลัง “สร้างการเปลี่ยนแปลงเหมือนที่บริษัท Private Equity ทำ แต่ทำในตลาดหุ้น” (providing a private equity like transformation in the public markets) ซึ่งหมายถึงการที่ Palantir เข้าไปช่วยปฏิรูปธุรกิจของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพและทำกำไรได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยที่บริษัทลูกค้าไม่จำเป็นต้องออกจากตลาดหุ้น
ปิดท้ายด้วยคำพูดถึงนักลงทุนรายย่อย: เขาได้กล่าวขอบคุณนักลงทุนรายย่อย (retail investors) ที่เชื่อมั่นในบริษัท และบอกว่าพวกเขาได้ลงทุนใน “ฝั่งที่ถูกต้อง” (fighting for the right side) ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนบริษัทที่สร้างคุณค่าให้กับประเทศและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
3. AI สำหรับคนทำงาน ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญ—การเสริมพลังให้พนักงานหน้างาน
ท่ามกลางความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ Palantir กลับเดินในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสร้าง AI ขึ้นมาเพื่อ “เพิ่มขีดความสามารถ” ไม่ใช่ “แทนที่” โดยมุ่งเป้าไปที่คนทำงานซึ่งมีความรู้เฉพาะทางในสายงานของตนเอง โครงการ “American Tech Fellowship” ได้แสดงให้เห็นภาพนี้อย่างชัดเจน โดยนำ AI ไปสู่มือของวิศวกรโยธาในหลุยเซียนา, คนงานในฟาร์มมันฝรั่งที่นอร์ทดาโคตา, และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณูปโภคในจอร์เจีย
นี่คือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ล้ำลึกของ Palantir ในการแทรกซึมเข้าสู่องค์กรจากรากฐาน โดยการสร้างคุณค่าจากล่างขึ้นบน (bottom-up) และพิสูจน์ให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคในออฟฟิศอีกต่อไป แต่เป็นพลังขับเคลื่อนนวัตกรรมจากหน้างานจริง
“These Americans are the true face of innovation, underscoring that it will be the American worker with AI that drives reindustrialization and American prosperity.”
(ชาวอเมริกันเหล่านี้คือโฉมหน้าที่แท้จริงของนวัตกรรม ซึ่งตอกย้ำว่าจะเป็นแรงงานอเมริกันที่ทำงานร่วมกับ AI ที่จะขับเคลื่อนการฟื้นฟูอุตสาชกรรมและความรุ่งเรืองของอเมริกา)
4. AI ที่สามารถสร้าง AI ได้เอง—การทลายอุตสาหกรรมที่ปรึกษาไอทีมูลค่าหลายพันล้าน
ชิป AI เฉพาะทาง: เทคโนโลยีเหล่านี้จะขับเคลื่อนด้วยชิป AI ที่ Tesla ออกแบบเอง เช่น “AI5” ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงและมีต้นทุนต่ำกว่าชิปทั่วไปในตลาด
เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริหารจะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI และหุ่นยนต์ในระยะยาวซึ่งต้องใช้เงินทุนมหาศาลนี้อย่างเต็มที่ ผู้ถือหุ้นจึงถูกขอให้อนุมัติโครงสร้างค่าตอบแทนตามผลงานระยะ 10 ปีฉบับใหม่ ที่ผูกโยงโดยตรงกับเป้าหมายอันท้าทายเหล่านี้
Tesla กำลังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สำคัญอีกหลายรายการ:
Tesla Semi: รถบรรทุกไฟฟ้าจะเริ่มการผลิตจำนวนมากในปี 2026
รถยนต์รุ่นใหม่ราคาเข้าถึงง่าย: จะเริ่มการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 แต่ระบุว่าอัตราการเร่งการผลิต ‘จะช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก’ เนื่องจากบริษัทต้องมุ่งเน้นการส่งมอบรถยนต์รุ่นปัจจุบันให้ทันก่อนที่สิทธิประโยชน์ทางภาษี EV จะหมดอายุ
4. บทสรุป: ก้าวต่อไปของ Tesla
การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Tesla ซึ่งส่งสัญญาณถึงการวิวัฒนาการจากบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าไปสู่มหาอำนาจด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ การที่ผู้ถือหุ้นลงมติอนุมัติแผนค่าตอบแทนของ CEO อย่างท่วมท้นจึงเปรียบเสมือนการมอบฉันทานุมัติที่ชัดเจน: พวกเขายินดีที่จะเผชิญกับความท้าทายทางการเงินในระยะสั้น เพื่อแลกกับการไล่ตามวิสัยทัศน์ระยะยาวอันยิ่งใหญ่ ที่ตั้งเป้าจะนิยาม Tesla ใหม่ในฐานะผู้นำด้าน AI และหุ่นยนต์
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์เติบโตอย่างก้าวกระโดดตาม “กฎของมัวร์” (Moore’s Law) ซึ่งอาศัยหลักการทำให้ทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กลงและเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ Jensen Huang ประกาศอย่างชัดเจนว่ายุคสมัยนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว (“dinard scaling has stopped nearly a decade ago”) การเพิ่มพลังคอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ มาถึงทางตัน
ทางออกของ NVIDIA คือ “Accelerated Computing” ซึ่งไม่ใช่แค่การปรับปรุง แต่เป็นการสร้างโมเดลการประมวลผลขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เป็นวิสัยทัศน์ที่พวกเขาใช้เวลาสร้างนานถึง 30 ปี โดยผสมผสานการทำงานของ GPU และ CPU เข้าด้วยกัน ที่สำคัญที่สุดคือการคิดค้นซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมใหม่ทั้งหมดภายใต้สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า CUDA เพราะคุณไม่สามารถนำซอฟต์แวร์ที่เขียนสำหรับ CPU ไปรันบน GPU แล้วหวังว่ามันจะทำงานได้ดี ในความเป็นจริงแล้ว “มันจะทำงานช้าลงด้วยซ้ำ” นี่จึงเป็นงานที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลายาวนานมหาศาล
“You can’t just take a CPU software software written by hand executing sequentially and put it onto a GPU and have it run properly… you have to reinvent new algorithms. You have to create new libraries. You have to in fact rewrite the application which is the reason why it’s taken so long. It’s taken us nearly 30 years to get here.”
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ NVIDIA กลายเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติ AI ในปัจจุบัน พวกเขาไม่ได้แค่สร้างชิปที่เร็วขึ้น แต่ใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อสร้างรากฐานการประมวลผลสำหรับโลกยุคหลังกฎของมัวร์โดยเฉพาะ
2. AI ไม่ใช่แค่ “เครื่องมือ” แต่คือ “โรงงาน” ที่สร้างมูลค่าใหม่
คนส่วนใหญ่มักมองว่า AI เป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ดีขึ้น เช่น โปรแกรม Microsoft Word หรือเว็บเบราว์เซอร์เวอร์ชันอัจฉริยะ แต่ Jensen Huang ได้นำเสนอความแตกต่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขากล่าวว่าซอฟต์แวร์ในอดีตคือ “เครื่องมือ” ที่ เรา ต้องเป็นผู้ใช้งาน แต่ AI คือ “งาน” (Work) มันคือระบบที่สามารถ ทำงาน แทนเราได้
แนวคิดนี้ถูกขยายความผ่านอุปมาอุปไมยเรื่อง “โรงงาน AI” (AI Factory) ที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะรูปแบบการทำงานของ AI นั้นแตกต่างจากซอฟต์แวร์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง การใช้โปรแกรมอย่าง Excel ไม่ได้ต้องการพลังประมวลผลมหาศาลจากคลาวด์ แต่ AI ต้องการการประมวลผลแบบเรียลไทม์ตลอดเวลาเพื่อทำความเข้าใจ “บริบท” ที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ การใช้งาน โรงงาน AI จึงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่องานทั่วไป แต่เป็นโรงงานที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อผลิตสิ่งเดียว นั่นคือ “โทเค็น” (Tokens) ซึ่งเป็นภาษาของ AI ให้ได้มากและมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“But AI is not a tool. AI is work. That is the profound difference. AI is in fact workers that can actually use tools.”
“Since the IBM system 360, I don’t think a computer has been ground up, reinvented like this ever.”
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและการบูรณาการในแนวดิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำยุค AI ชัยชนะไม่ได้มาจากการสร้างส่วนประกอบชิ้นใดชิ้นหนึ่งให้ดีที่สุด แต่มาจากการควบคุมและผสานเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อขับเคลื่อนวงจรการเติบโตของ AI ต่อไป
4. AI กำลังจุดประกาย “ช่วงเวลาอพอลโลครั้งใหม่” ของอเมริกา
ตลอดสุนทรพจน์ของ Jensen Huang มีการสอดแทรกธีมที่ชัดเจนเกี่ยวกับการฟื้นฟูอุตสาหกรรมและความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการปฏิวัติ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นวาระแห่งชาติ
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจาก Keynote ได้แก่:
การกล่าวถึงอย่างชัดเจนว่านี่คือ “ช่วงเวลาอพอลโลครั้งใหม่ของอเมริกา” (America’s next Apollo moment)
การเน้นย้ำว่าระบบ Blackwell ถูก “สร้างในอเมริกา” (Built in America) ที่โรงงานในรัฐแอริโซนาและเท็กซัส
ความร่วมมือกับ Nokia โดยชี้ว่าเทคโนโลยีไร้สายในปัจจุบัน “ส่วนใหญ่ถูกปรับใช้บนเทคโนโลยีของต่างชาติ” และนี่คือโอกาสที่จะ “นำเทคโนโลยีโทรคมนาคมกลับมาสู่อเมริกา”
ความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน (DOE) ในการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ใหม่ 7 เครื่องเพื่อ “พัฒนาวิทยาศาสตร์ของชาติ”
“This is America’s next Apollo moment. Together, we take the next great leap to boldly go where no one has gone before.”
แนวคิดนี้วางตำแหน่งของการปฏิวัติ AI ว่าไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความสำคัญสูงสุดของชาติ ความมั่นคง และภารกิจในการทวงคืนความเป็นผู้นำด้านการผลิตและนวัตกรรมของอเมริกาสำหรับยุคใหม่
TOU ทำให้ไฟช่วงกลางคืนราคาถูกลง เหมาะสมกับ บ้านที่ให้โหลดสูงกลางคืนเช่น เครื่องปรับอากาศหรือชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และบ้านที่ติดโซล่าเซลล์ จะผลิตไฟในช่วง On peak ที่ค่าไฟฟ้าแพงกว่า
Project GROOT (General Robotics Object-Oriented Targeting) ที่เปิดตัวใน GTC2024 ใช้ train agent สำหรับ physical world โดยเชื่อมโยง perception, control และ AI memory
การเติบโตนำโดย Data Center: “การเติบโตถูกนำโดยความต้องการ Data Center ที่ยอดเยี่ยมสำหรับสถาปัตยกรรม Hopper ของเราที่ใช้สำหรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่, recommendation engines, และ generative AI applications”
AI Agent: มีการคาดการณ์ว่า “AI agents กำลังเข้าสู่การผลิตทั่วทั้งโครงการ AI อธิปไตย (sovereign AI initiatives), องค์กร Fortune 500, และการติดตั้งที่ปลายขอบ (edge deployments)” และตัวแทนดิจิทัลนับพันล้านจะทำงานร่วมกับมนุษย์
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐอเมริกา: NVIDIA คาดว่า “ภายในสี่ปีข้างหน้า จะมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่าสูงสุดถึงครึ่งล้านล้านดอลลาร์บนดินของสหรัฐฯ”
“NVIDIA CUDA-X is the language of accelerated computing.”
“Just as bits are the fundamental units of classical computing, tokens are the atomic units of digital intelligence—the symbols through which AI expresses thought.”
“NVIDIA computers are the thinking…engines of the AI age and creating the factories that will power the next wave of human progress.” (อ้างอิงถึง Jensen Huang)
“In the decade ahead, trillions of dollars of AI infrastructure being built, reshaping the 100 trillion dollar global industries and economy.”
“in the coming years, every company operating AI factories they built or rent, and every country building and operating AI factories as part of their critical infrastructure.”
“within the next four years, we expecting up to half a trillion dollars of AI infrastructure to be built on U.S. soil”
“AI evolving—from tools to teammates, from assistants to the digital workforce of companies, from software to physically intelligent robots that move through factories, hospitals, farms, and cities—alongside us, helping us, making up for the tens of millions of unfilled jobs and offsetting labor shortages around the world”
WWDC 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของวงการเทคโนโลยีและย้ำจุดยืนของ Apple ว่า “นวัตกรรมที่ดีที่สุดต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นส่วนตัว ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ และความงดงามที่กลมกลืนกับฮาร์ดแวร์”
Apple Intelligence: AI อัจฉริยะที่เคารพความเป็นส่วนตัว
Apple ไม่ได้แค่พูดถึง AI แบบผิวเผิน หากแต่ผลักดันให้ “Apple Intelligence” กลายเป็นหัวใจสำคัญของทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, Apple TV หรือแม้แต่ Vision Pro
AI บนอุปกรณ์ – ไม่พึ่งพา Cloud
ความแตกต่างของ Apple Intelligence คือเป็น “AI บนอุปกรณ์” (on-device) อย่างแท้จริง ทำให้ทุกแอปพลิเคชันสามารถเรียกใช้งานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ผ่าน Foundation Models ได้ทันที ไม่ต้องพึ่งพา Cloud ภายนอก ส่งผลให้ข้อมูลของผู้ใช้ปลอดภัย ไม่ต้องส่งออกนอกเครื่องและไม่มีค่าใช้จ่าย Cloud API แอบแฝง
ประสบการณ์ส่วนตัวแบบใหม่
Apple Intelligence ทำให้ฟีเจอร์ในชีวิตประจำวันฉลาดขึ้น เช่น
Communication (การสื่อสาร): ช่วยในการนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน
แหล่งข้อมูลจาก “Data Visualization for Human Perception | The Encyclopedia of Human-Computer Interaction, 2nd Ed.” โดย Stephen Few ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:
“Data visualization is the graphical display of abstract information for two purposes: sense-making (also called data analysis) and communication. Important stories live in our data and data visualization is a powerful means to discover and understand these stories, and then to present them to others.”
“This translation of the abstract into physical attributes of vision (length, position, size, shape, and color, to name a few) can only succeed if we understand a bit about visual perception and cognition. In other words, to visualize data effectively, we must follow design principles that are derived from an understanding of human perception.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
“You could stare at a table of numbers all day and never see what would be immediately obvious when looking at a good picture of those same numbers.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
ประวัติศาสตร์การแสดงข้อมูลด้วยภาพ: แม้ว่าการจัดข้อมูลในตารางจะเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 แต่แนวคิดของการแสดงข้อมูลเชิงปริมาณด้วยกราฟเพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 โดย René Descartes ซึ่งพัฒนาระบบพิกัดสองมิติ William Playfair ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้กราฟเพื่อการสื่อสารข้อมูลเชิงปริมาณ โดยคิดค้นกราฟเส้นและกราฟแท่ง
“It wasn’t until the late 18th century that we began to exploit the potential of graphics for the communication of quantitative data, for which we have the Scotsman William Playfair to thank. Playfair pioneered many of the graphs that are commonly used today.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
วิลเลียม เพลย์แฟร์ (William Playfair): ถือเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การแสดงข้อมูลด้วยภาพ เขาสร้างกราฟเพื่อสื่อสารแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการเมือง ดังตัวอย่างกราฟที่เขาใช้โต้แย้งนโยบายของอังกฤษเกี่ยวกับการเงินสงครามอาณานิคมผ่านหนี้สาธารณะ (“The Surprising History of the Infographic”)
“Nightingale became one of the first people to successfully use data visualization for persuasion—to influence public policy.” (“The Surprising History of the Infographic”)
จอห์น สโนว์ (John Snow): ใช้แผนที่แสดงตำแหน่งการระบาดของอหิวาตกโรคในลอนดอนปี 1854 เพื่อระบุแหล่งต้นตอของการระบาด (ปั๊มน้ำบนถนนบรอดสตรีท) ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวคิดว่าโรคเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อโรคที่มองไม่เห็น (“The Surprising History of the Infographic”)
แผนที่ทาส (Slave maps): ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา มีการสร้างแผนที่แสดงความหนาแน่นของประชากรทาสในรัฐทางใต้โดยใช้ข้อมูลสำมะโนประชากร แผนที่เหล่านี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยประธานาธิบดีลินคอล์นใช้แผนที่เหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม (“The Surprising History of the Infographic”)
ความสำคัญของการรับรู้ของมนุษย์ (Human Perception): การแสดงข้อมูลด้วยภาพที่มีประสิทธิภาพต้องออกแบบโดยคำนึงถึงวิธีการที่ดวงตาและสมองของมนุษย์รับรู้และประมวลผลข้อมูล Stephen Few เน้นย้ำว่าการออกแบบที่ดีต้องสอดคล้องกับหลักการที่มาจากความเข้าใจการรับรู้ของมนุษย์:
“Data visualization is only successful to the degree that it encodes information in a manner that our eyes can discern and our brains can understand. Getting this right is much more a science than an art, which we can only achieve by studying human perception.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
“Preattentive visual processing is that part that automatically occurs in the brain prior to conscious awareness… When we do so in an informed manner, we have the ability to transfer much of the work that is needed to decode the contents of a visual display… from the slower conscious, energy intensive parts of the brain to the faster parts of the brain that require less energy, which results in more efficient cognition.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
“Pie charts encode values redundantly through the use of three visual attributes: the area of each slice, the angle formed by each slice at the center of the pie, and the length of the each slice along the pie’s perimeter… Visual perception in humans has not evolved to support accurate decoding of areas, angles, or distance along a curve.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
ปฏิสัมพันธ์และการสำรวจข้อมูล (Interaction and Data Exploration): การแสดงข้อมูลด้วยภาพสมัยใหม่มีความสามารถในการโต้ตอบกับผู้ใช้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถสำรวจข้อมูลในเชิงลึกได้ Shneiderman’s visual information seeking mantra สรุปขั้นตอนการสำรวจข้อมูลด้วยภาพไว้ดังนี้:
“overview first, zoom and filter, then details on demand.” (Koara, “Data Visualization for Human Perception”)
Linking and Brushing: เป็นเทคนิคการโต้ตอบที่ช่วยให้ผู้ใช้เลือกจุดข้อมูลในมุมมองหนึ่ง แล้วจุดข้อมูลเดียวกันนั้นจะถูกเน้น (highlight) ในมุมมองอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกัน เทคนิคนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมิติข้อมูลต่างๆ
“Several researchers have made advances in this area. For example, the micromap designs of Dan Carr [1] and [2] add a geographic context to statistical information, allowing for the joint exploration of statistical and geographic patterns in data.” (Robbins, “Data Visualization for Human Perception”)
“Even seemingly basic knowledge like how the layout of a visualization influences our reading of the data still needs more work to be understood and turned into useful recommendations and best practices.” (Koara, “Data Visualization for Human Perception”)
มหาวิทยาลัย: University of Maryland, Stanford, University of North Carolina, University of California, Berkeley, Georgia Tech, George Mason University, Iowa State, University of Augsburg
นักวิจัยและผู้มีอิทธิพล: Stephen Few, Jacques Bertin, William Playfair, Edward Tufte, Colin Ware, Ben Shneiderman, Robert Kosara, Hunter Whitney
บริษัทซอฟต์แวร์: Tableau Software, TIBCO Spotfire, SAS JMP
ห้องปฏิบัติการวิจัยและที่ปรึกษา: Microsoft Research, Pacific Northwest National Laboratory, Flowing Media, Oculus Info, Perceptual Edge