WWDC 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของวงการเทคโนโลยีและย้ำจุดยืนของ Apple ว่า “นวัตกรรมที่ดีที่สุดต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นส่วนตัว ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ และความงดงามที่กลมกลืนกับฮาร์ดแวร์”
Apple Intelligence: AI อัจฉริยะที่เคารพความเป็นส่วนตัว
Apple ไม่ได้แค่พูดถึง AI แบบผิวเผิน หากแต่ผลักดันให้ “Apple Intelligence” กลายเป็นหัวใจสำคัญของทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, Apple TV หรือแม้แต่ Vision Pro
AI บนอุปกรณ์ – ไม่พึ่งพา Cloud
ความแตกต่างของ Apple Intelligence คือเป็น “AI บนอุปกรณ์” (on-device) อย่างแท้จริง ทำให้ทุกแอปพลิเคชันสามารถเรียกใช้งานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ผ่าน Foundation Models ได้ทันที ไม่ต้องพึ่งพา Cloud ภายนอก ส่งผลให้ข้อมูลของผู้ใช้ปลอดภัย ไม่ต้องส่งออกนอกเครื่องและไม่มีค่าใช้จ่าย Cloud API แอบแฝง
ประสบการณ์ส่วนตัวแบบใหม่
Apple Intelligence ทำให้ฟีเจอร์ในชีวิตประจำวันฉลาดขึ้น เช่น
Communication (การสื่อสาร): ช่วยในการนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน
แหล่งข้อมูลจาก “Data Visualization for Human Perception | The Encyclopedia of Human-Computer Interaction, 2nd Ed.” โดย Stephen Few ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:
“Data visualization is the graphical display of abstract information for two purposes: sense-making (also called data analysis) and communication. Important stories live in our data and data visualization is a powerful means to discover and understand these stories, and then to present them to others.”
“This translation of the abstract into physical attributes of vision (length, position, size, shape, and color, to name a few) can only succeed if we understand a bit about visual perception and cognition. In other words, to visualize data effectively, we must follow design principles that are derived from an understanding of human perception.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
“You could stare at a table of numbers all day and never see what would be immediately obvious when looking at a good picture of those same numbers.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
ประวัติศาสตร์การแสดงข้อมูลด้วยภาพ: แม้ว่าการจัดข้อมูลในตารางจะเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 แต่แนวคิดของการแสดงข้อมูลเชิงปริมาณด้วยกราฟเพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 โดย René Descartes ซึ่งพัฒนาระบบพิกัดสองมิติ William Playfair ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้กราฟเพื่อการสื่อสารข้อมูลเชิงปริมาณ โดยคิดค้นกราฟเส้นและกราฟแท่ง
“It wasn’t until the late 18th century that we began to exploit the potential of graphics for the communication of quantitative data, for which we have the Scotsman William Playfair to thank. Playfair pioneered many of the graphs that are commonly used today.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
วิลเลียม เพลย์แฟร์ (William Playfair): ถือเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การแสดงข้อมูลด้วยภาพ เขาสร้างกราฟเพื่อสื่อสารแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการเมือง ดังตัวอย่างกราฟที่เขาใช้โต้แย้งนโยบายของอังกฤษเกี่ยวกับการเงินสงครามอาณานิคมผ่านหนี้สาธารณะ (“The Surprising History of the Infographic”)
“Nightingale became one of the first people to successfully use data visualization for persuasion—to influence public policy.” (“The Surprising History of the Infographic”)
จอห์น สโนว์ (John Snow): ใช้แผนที่แสดงตำแหน่งการระบาดของอหิวาตกโรคในลอนดอนปี 1854 เพื่อระบุแหล่งต้นตอของการระบาด (ปั๊มน้ำบนถนนบรอดสตรีท) ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวคิดว่าโรคเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อโรคที่มองไม่เห็น (“The Surprising History of the Infographic”)
แผนที่ทาส (Slave maps): ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา มีการสร้างแผนที่แสดงความหนาแน่นของประชากรทาสในรัฐทางใต้โดยใช้ข้อมูลสำมะโนประชากร แผนที่เหล่านี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยประธานาธิบดีลินคอล์นใช้แผนที่เหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม (“The Surprising History of the Infographic”)
ความสำคัญของการรับรู้ของมนุษย์ (Human Perception): การแสดงข้อมูลด้วยภาพที่มีประสิทธิภาพต้องออกแบบโดยคำนึงถึงวิธีการที่ดวงตาและสมองของมนุษย์รับรู้และประมวลผลข้อมูล Stephen Few เน้นย้ำว่าการออกแบบที่ดีต้องสอดคล้องกับหลักการที่มาจากความเข้าใจการรับรู้ของมนุษย์:
“Data visualization is only successful to the degree that it encodes information in a manner that our eyes can discern and our brains can understand. Getting this right is much more a science than an art, which we can only achieve by studying human perception.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
“Preattentive visual processing is that part that automatically occurs in the brain prior to conscious awareness… When we do so in an informed manner, we have the ability to transfer much of the work that is needed to decode the contents of a visual display… from the slower conscious, energy intensive parts of the brain to the faster parts of the brain that require less energy, which results in more efficient cognition.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
“Pie charts encode values redundantly through the use of three visual attributes: the area of each slice, the angle formed by each slice at the center of the pie, and the length of the each slice along the pie’s perimeter… Visual perception in humans has not evolved to support accurate decoding of areas, angles, or distance along a curve.” (Few, “Data Visualization for Human Perception”)
ปฏิสัมพันธ์และการสำรวจข้อมูล (Interaction and Data Exploration): การแสดงข้อมูลด้วยภาพสมัยใหม่มีความสามารถในการโต้ตอบกับผู้ใช้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถสำรวจข้อมูลในเชิงลึกได้ Shneiderman’s visual information seeking mantra สรุปขั้นตอนการสำรวจข้อมูลด้วยภาพไว้ดังนี้:
“overview first, zoom and filter, then details on demand.” (Koara, “Data Visualization for Human Perception”)
Linking and Brushing: เป็นเทคนิคการโต้ตอบที่ช่วยให้ผู้ใช้เลือกจุดข้อมูลในมุมมองหนึ่ง แล้วจุดข้อมูลเดียวกันนั้นจะถูกเน้น (highlight) ในมุมมองอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกัน เทคนิคนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมิติข้อมูลต่างๆ
“Several researchers have made advances in this area. For example, the micromap designs of Dan Carr [1] and [2] add a geographic context to statistical information, allowing for the joint exploration of statistical and geographic patterns in data.” (Robbins, “Data Visualization for Human Perception”)
“Even seemingly basic knowledge like how the layout of a visualization influences our reading of the data still needs more work to be understood and turned into useful recommendations and best practices.” (Koara, “Data Visualization for Human Perception”)
มหาวิทยาลัย: University of Maryland, Stanford, University of North Carolina, University of California, Berkeley, Georgia Tech, George Mason University, Iowa State, University of Augsburg
นักวิจัยและผู้มีอิทธิพล: Stephen Few, Jacques Bertin, William Playfair, Edward Tufte, Colin Ware, Ben Shneiderman, Robert Kosara, Hunter Whitney
บริษัทซอฟต์แวร์: Tableau Software, TIBCO Spotfire, SAS JMP
ห้องปฏิบัติการวิจัยและที่ปรึกษา: Microsoft Research, Pacific Northwest National Laboratory, Flowing Media, Oculus Info, Perceptual Edge
ซึ่งการเชื่อมต่อนี้ ขึ้นอยู่ว่าเราลง HA ผ่าน platform อะไร ถ้าใครที่ใช้ Rasberry Pi หรือ IntelNuC ที่มี Port LAN และ Wifi จะสะดวกเลย คือให้ใช้ port LAN ต่อกับ router ที่บ้านและใช้ port LAN นี้ใช้งานกับ HA ส่วน Wifi จะใช้เชื่อมต่อ กับ AP ไม่สามารถใช้ Wifi เชื่อมต่อกับ router ที่บ้านและ Inverter พร้อมกันได้นะครับ
มาที่กรณีของผม ลง HA แบบ OVA หรือ VM ใน Synology NAS อันนี้มีแค่ port LAN ไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Inverter ได้แน่นอน เลยต้องหา USB Wifi dongle เพื่อนำมาเชื่อมต่อโดยเฉพาะ ก็เลยสั่งซื้อผ่าน Shopee ได้มาราคา สองร้อยกว่าบาท และรุ่นที่รองรับกับ Synology NAS คือรุ่นนี้เลย
dlink DWA-140 (B1) USB Wifi
แต่ข่าวร้ายคือ Synology DSM 7.x ไม่รองรับ USB Wifi dongle ซะแล้ว แต่ผมยังใช้ DSM6.2 อยู่ก็เลยใช้ได้ อนาคตถ้า up DSM7 สงสัยคงต้องย้าย HA ไปใส่ใน Pi แทนซะแล้ว
ขั้นตอนการ setup คือ
ให้ shutdown VM ของ HA ผ่าน VMM ใน NAS ก่อ
เสียบ Wifi USB เข้ากับ ช่อง USB ของ NAS
ทำการ Map USB wifi ให้ใช้กับ VM ของ HA
Power On VM HA
การเพิ่ม USB device ให้ VM ของ HA รู้จัก USB Wifi ที่ VM Manager ของ NAS
งาน Apple WWDC ทางแอปเปิ้ลได้เปิดตัว System on the chip ใหม่ เป็น M series generation ที่สอง คือรุ่น M2 นำมาใช้กับ Macbook Air และ Macbook Pro รุ่นที่จะออกกลางปี 2022 ผมทำตารางเปรียบเทียบ คุณสมบัติทางเทคนิคมาในตารางนี้ เทียบกับ M1, M1Pro , M1 Max และ M2 ตอนนี้รวบรวมข้อมูลได้ ตามนี้
ซึ่งจากคุณสมบัติ พอจะประมาณได้ว่า M2 เร็วกว่า M1 แน่นอน แต่ performance ยังไม่ถึง M1 Pro , M1 Max หรือ M1 Ultra ซึ่งแอปเปิ้ลทำออกมาใช้กับ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Mac รุ่น Entry ในปี 2022
M2 SoC summary image :apple.com
จะพยายามมาอัพเดทเรื่อยๆครับ
ตารางเปรียบเทียบ คุณ สมบัติทาง เทคนิคของ Apple SoC สำหรับ Mac ถ้าดูด้วย โทรศัพท์กดเลื่อนจอไปด้านขวา
รุ่น base 8 core CPU 14 core GPU ดูจะคุ้มค่าที่สุด สำหรับ user ทั่วไป เน้นงาน content creator เป็นงานอดิเรก ตัดต่อไฟล์ 4K H.264 HEVC Prores ทำงาน 3D developer ทั่วๆไปตอบโจทย์สำหรับคนที่ up จาก Mac intel CPU มาได้อย่างแน่นอน
ถ้าเลือกอัพ CPU M1 Pro เป็น CPU แบบ 10-core GPU แบบ 14-core หรือ CPU แบบ 10-core GPU แบบ 16-core จะได้เปลี่ยน อะแดปเตอร์แปลงไฟ เป็นรุ่น 96 วัตต์ โดยไม่ต้องเพิ่มเงิน (มูลค่า 300บาท)
ถ้าต้องการ ตัวจัดเก็บข้อมูลแบบ SSD ความจุ 1TB และอยากได้เครื่องเร็วกว่า 2 สัปดาห์ ต้องกดเลือก รุ่น base ver 2 ที่ได้ CPU แบบ 10-core GPU แบบ 16-core จะได้ของเร็วกว่าแบบ CTO ที่เลือกเพิ่ม SSD อย่างเดียวหรืออัพ CPU ด้วย (ราคาเท่ากัน)
Apple Silcon M1 System on the chip (SoC) ได้พัฒนามาถึงยุคที่สอง แอพเปิ้ลได้นำมาใส่ใน MacbookPro 2021 ทั้งรุ่น 14 และ 16 นิ้ว
ทำให้การเลือก รุ่นย่อยของ MacbookPro 2021 มีความเรื่องที่ต้องพิจารณามากกว่ารุ่นเดิมที่ใช้ Intel CPU ซึ่งรุ่นจอใหญ่มักจะให้ GPU แยก จอเล็กมักจะเป็น CPU on board แต่พอเปลี่ยนมาใช้ Apple Silicon ผู้ใช้สามารถเลือก CPU ที่ต้องการใส่ MBP ได้ทั้งสองขนาด บลอกนี้ จะแสดงข้อแตกต่างของชิพทั้งสองรุ่น ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เหมะกับผู้ใช้งานด้านไหน และ ราคาต่างกันเท่าไหร่เวลาเลือกซื้อ Macbook Pro 2021
เกริ่นนำ Apple M1 CPU
ในงาน WWDC2020. apple ได้ประกาศการเปลี่ยนชิพ CPU ของเครื่อง Mac จาก Intel x86 CPU เป็น Arm base CPU ใช้เวลาประมาณ สองปี สำหรับ Mac computer ทุกรุ่น
และชิพ M1 มาใช้กับ Mac รุ่น Entry Level คือ Macbook Air 2020 , Macbook Pro 13 นิ้ว , MacMini. และ iMac 24 นิ้ว ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากชิพ Apple A14 ที่ใช้ใน iPhone 12 นำมาใช้กับ Mac ก็ได้รับการตอบรับที่ดี ของประสิทธิภาพ ต่อพลังงานที่ใช้ โดยผลการทดสอบยืนยันว่า M1 มี การทำงานของ CPU single core เร็วกว่า Intel CPU ที่ใช้กับ Mac ทุกรุ่น
ในปี 2021 Apple Event unlease เดือน ตุลาคม Apple ก็ได้เปิดตัวชิพ Apple M1 Pro และ M1 max พร้อมกับ Macbook Pro 2021 รุ่น 14 และ 16นิ้ว ที่ออกแบบมาใหม่ทั้งหมด โดยทั้งชิพรุ่นใหม่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน CPU ทั้ง single core , multi core และ GPU ขึ้นทุกด้าน
Apple ใช้ การออกแบบผลิตแกนประมวลผล หรือ CPU IP (Intellectual Property ) รเหมือนกันทั้ง ชิป M1 Pro และ Max ใหม่ แต่ไม่ใช่ CPU IP เหมือนกับในรุ่นก่อน M1 โดยใช้ การออกแบบแกนประมวลผลรุ่นใหม่ที่ใช้ใน A15.
แกนประมวลผลของ CPU ทำงานได้สูงสุด 3,228MHz อย่างไรก็ตามความถี่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับจำนวนคอร์ที่ใช้งานภายในคลัสเตอร์ โดยจะปรับสัญญาณนาฬิกาไปตามจำนวนคอร์ที่ใช้
มี custom image signal processor ใช้เพิ่มคุณภาพของภาพ
มีฮาร์ดแวร์รองรับเข้ารหัส ทำงานแทนชิพ T2 เดิมที่ใช้กับ Intel Mac จัดการงานด้าน Secure Enclave ที่จัดการ Touch ID และตัวควบคุมการจัดเก็บข้อมูลด้วยฮาร์ดแวร์เข้ารหัส AES เพื่อประสิทธิภาพของ SSD ที่เร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น
ความสามารถของชิพ M1 Max ที่เพิ่มขึ้นมาจาก M1 Pro
ชิพที่สอง ที่เหนือกว่า M1 Pro เรามีชิป M1 ตัวใหม่ตัวที่สองของ Apple นั่นคือ M1 Max ซึ่ง M1 Max นั้นโดยพื้นฐานแล้วเหมือนกับ M1 Pro ในแง่ของสถาปัตยกรรมและในหลายบล็อกการทำงาน แต่สิ่งที่ทำให้ Max แตกต่างก็คือ Apple ได้ติดตั้ง GPU และ Media Engine(ชิปสำหรับเข้ารหัส/ถอดรหัสวิดิโอ) ที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก โดยรวมแล้ว Apple ได้เพิ่มจำนวนคอร์ GPU และบล็อก Media Engine เป็นสองเท่า ทำให้ M1 Max มีประสิทธิภาพเป็นสองเท่าของ GPU และ Media Engineเหนือ M1 Pro เรามีชิป M1 ตัวใหม่ตัวที่สองของ Apple นั่นคือ M1 Max M1 Max นั้นโดยพื้นฐานแล้วเหมือนกับ M1 Pro ในแง่ของสถาปัตยกรรมและในหลายบล็อกการทำงาน แต่สิ่งที่ทำให้ Max แตกต่างก็คือ Apple ได้ติดตั้ง GPU และคอมเพล็กซ์เข้ารหัส/ถอดรหัสสื่อที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก โดยรวมแล้ว Apple ได้เพิ่มจำนวนคอร์ GPU และบล็อกสื่อเป็นสองเท่า ทำให้ M1 Max มีประสิทธิภาพเป็นสองเท่าของ GPU และสื่อ
ดายของ M1 Max การจัดเรียง SoC บลอก ของ ชิป M1 Max ภาพจาก Anandtech
อินเทอร์เฟซ GPU และหน่วยความจำของชิปเป็นส่วนที่แตกต่างกันมากที่สุดของชิป M1 Max กับ M1 Pro แทนที่จะเป็น GPU 16 คอร์ Apple เพิ่มคอร์สองเท่า เป็น 32-core
ใน M1 Max ที่เราทดสอบในวันนี้ GPU ทำงานที่ความเร็วสูงสุด 1296MHz – ค่อนข้างเร็วสำหรับสิ่งที่เราพิจารณาว่าเป็น IP มือถือหรือแลปทอป แต่ยังช้ากว่าที่เราเคยเห็นจากพีซีทั่วไปและเกมส์คอนโซลที่ GPU สามารถทำงานสัญญาณนาฬิกาได้ สูงสุดประมาณ 2.5GHz
สุดท้าย GPU ของ Intel และ GeForce จะมีกำลังไฟสูงสุด 256W เมื่อใช้งานร่วมกัน ซึ่งมากกว่า MacBook Pro และ M1 Max SoC ถึงสองเท่า
แต่หลังจากที่ อินเทล ได้ออก CPU Gen 12 ในรุ่นเรือธงคือ CPU Core i9-12900K มีผล benchmark เบื้องต้น ว่าสูงกว่าทั้ง M1 Pro และ M1 Max แต่อัตราการใช้พลังงานสูงถึง 125-241W แต่คงต้องรอ intel ผลิตเป็น mobile CPU ก่อนเพื่อเปรียบเทียบกับ M1 Max
GPU
ช่วงที่ใช้ Intel CPU Apple ใช้ Intel Iris iGPU (Integrated GPU) ของ Intel ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา (Intel เป็น OEM CPU เพียงรายเดียวที่ใช้ประโยชน์จากแอปเปิลอย่างมาก) แต่ถึงกระนั้น Iris ก็ไม่เคยพัฒนาเพียงพอสำหรับสิ่งที่ Apple ต้องการทำ สำหรับ MacBook Pro ขนาด 15/16 นิ้วที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา Apple สามารถเปลี่ยน GPU แบบแยกเพื่อให้ผู้ใช้เลือก dGPU (Discrete GPU)ได้เอง แต่การขาดพื้นที่และพลังงานสำหรับ dGPU ในฟอร์มแฟคเตอร์ของ MacBook Pro ขนาด 13 นิ้วมี ข้อ จำกัดอย่างมา
ท้ายที่สุด ทั้งหมดนี้ผลักดันให้ Apple พัฒนาสถาปัตยกรรม GPU ของตนเอง ไม่เพียงแต่จะนำเสนอ SoC ที่สมบูรณ์สำหรับชิ้นส่วนระดับล่างเท่านั้น (M1)แต่ยังทำให้ GPU รวมอยู่ในชิ้นส่วนระดับไฮเอนด์ได้อีกด้วย (M1 Pro และ M1 Max)
M1 Max และ M1 Pro: Select-A-Size Apple ออกแบบให้ GPU ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้ เพราะไม่ได้มี ผู้ใช้ทุกคนของ Mac ต้องการใช้งานกราฟฟิกระดับไฮเอนด์ทุกคน : เพราะการสร้าง SoC ใช้ทรานซิสเตอร์ (M1 Max) 57 พันล้าน ค่าใช้จ่ายและผลผลิตชิป ทำให้ราคาสูงมาก M1 Max ออกแบบมาเพื่อแข่งขันกับโซลูชัน GPU แบบแยกระดับไฮเอนด์ แต่ปริมาณงานสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่ อาจจะไม่ได้ทำให้ Apple – M1 Max นั้นเกินความสามารถสำหรับงานเดสก์ท็อปและอาจเป็นเกมระดับ 1080p จำนวนมาก
Apple ไม่ได้พัฒนา M1 SoC ใหม่เพียงตัวเดียว แต่มีสองตัว ทำให้ Apple มีตัวเลือกกราฟิกระดับกลางตัวที่สองที่ต่ำกว่า M1 Max ชิปตัวนี้มีชื่อว่า M1 Pro โดยลดส่วนประกอบครึ่งหนึ่งของคลัสเตอร์ GPU ของ M1 Max ลดแคชระดับระบบครึ่งหนึ่ง ลด Media Engine ลงชุดนึง และแบนด์วิดท์หน่วยความจำครึ่งหนึ่ง ขณะที่ส่วนอื่นนั้นยังเหมือนกันทุกประการ
ชิป M1 Pro เป็นชิปที่เล็กกว่ามาก – ประมาณการว่ามีขนาดประมาณ 245 ตรมม. (M1 Max 425 ตรมม) ซึ่ง ทำให้ต้นทุนถูกกว่าในการผลิต ดังนั้นสำหรับ MacBook Pro รุ่นล่างสุด 14 และ 16 นิ้วที่ไม่ต้องการประสิทธิภาพกราฟิกระดับไฮเอนด์ Apple สามารถนำเสนอ GPU ขนาดใหญ่ที่รวมอยู่ในชิ้นส่วนที่เล็กลง ซึ่งยังคงจับคู่กับฮาร์ดแวร์อื่นๆ ทั้งหมดที่สร้าง M1 SoC ล่าสุด โดยรวมแล้วทรงพลังมาก
PugetBench ของ Puget System สำหรับ Premiere Pro ซึ่งปัจจุบันเป็นเกณฑ์มาตรฐานของ Premiere Pro การทดสอบนี้เกี่ยวข้องกับการทดสอบการเล่นและการส่งออกวิดีโอหลายรายการ รวมถึงการทดสอบที่ใช้เอฟเฟกต์เร่ง GPU อย่างหนักและเร่ง CPU อย่างหนัก ดังนั้นจึงเป็นการทดสอบระบบรอบด้านมากกว่าการทดสอบ GPU ล้วนๆ แม้ว่าจะเหมาะสมสำหรับ Premiere Pro ที่มีความต้องการระบบมหาศาล
เปรียบเทียบ Apple Silicon ภาพ I’m Mac youtube เปรียบเทียบ DRAM Interfacce ในชิพ Apple SoC source:www.macrumors.com
ชิพ M1 Pro ความสามารถ เพียงพอกับการใช้งาน ผู้ใช้มืออาชีพทั่วไปเพียงพอ M1Max เพิ่มความสามารถ media engine และ CPU สำหรับงานกราฟฟิกหรืองานคำนวณเฉพาะทาง เช่น ตัดต่อ ไฟล์ 8K , ไฟล์ Raw Video หลายๆสตรีม การคำนวณโมเดล 3D ที่ซับซ้อน การรัน xcode ที่ซับซ้อน สำหรับงานที่ใช้ CPU อย่างเดียว M1 Max ไม่ได้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า M1 Pro เลยครับ
ลองเปิด Activity Monitor เพื่อดูว่างานที่ใช้ประจำใช้งาน GPU มากแค่ไหน เพื่อตัดสินใจเลือก M1 Pro หรือ M1 Max
มีลูกศรชี้ลงใหม่ถัดจากบุ๊กมาร์กและอินเทอร์เฟซรายการเรื่องรออ่านซึ่งคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มแท็บที่บันทึกได้จากอุกกรณ์ apple
Focus Mode – New Control Center
โหมดห้ามรบกวมและ Control Center ใหม่ ทำงาน sync กับ iphone ได้ด้วยครับ กล่าวคือสามารถ ตั้งค่า focus mode ที่ไอโฟน และให้ MacOS อยู่ใน Focus โหมดเดียวกัน
Apple ใน macOS Monterey และ iOS 15 ได้เปิดตัว Focus ซึ่งเป็นเวอร์ชัน Do Not Disturb ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษ มีไว้เพื่อให้คุณจดจ่อกับสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ในขณะเดียวกันก็ป้องกันสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็นออกไป
ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเปิดเผยที่อยู่อีเมลจริงของคุณเมื่อกรอกแบบฟอร์มบนเว็บหรือสมัครรับจดหมายข่าวตอนเลือก Sign In with Apple ผมได้ลองใช้บริการนี้ ใช้งานได้จริงครับ แม้ว่ายังไม่มี iCloud+ ในไทย email สร้างขึ้นเป็น xxxxxxxx@privaterelay.appleid.com
วันนี้ Apple เปิดตัว macOS 12 Monterey และเมื่อใดก็ตามที่มีการเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่สำหรับ Mac ผู้ใช้บางคนต้องการติดตั้งใหม่ทั้งหมด บทความนี้อธิบายวิธีดำเนินการติดตั้ง Monterey ใหม่ทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ตัวเลือกใหม่ล่าสุดที่มีให้ใน Mac ที่ใช้ซิลิคอนของ Apple และ Intel Mac ที่มีชิปความปลอดภัย T2
Erase content มีใน iPhone และ iPad มานานแล้ว ตอนนี้ Apple silicon Mac และ Intel Macs ที่มีชิปความปลอดภัย T2 (รุ่น 2017-2020) มีตัวเลือก “ลบเนื้อหาและการตั้งค่าทั้งหมด” ใน macOS Monterey เนื่องจากที่จัดเก็บข้อมูลจะถูกเข้ารหัสบนระบบ Mac เสมอด้วยซิลิคอนของ Apple หรือชิป T2 ระบบจึง “ลบ” ในทันทีและปลอดภัยด้วยการทำลายคีย์การเข้ารหัส
สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะลบข้อมูลผู้ใช้และแอพที่ผู้ใช้ติดตั้งทั้งหมดออกจาก Mac ของคุณอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องติดตั้ง macOS ใหม่ แต่ยังออกจากระบบ Apple ID ของคุณ ลบลายนิ้วมือ Touch ID ของคุณ การซื้อ และรายการ Apple Wallet ทั้งหมด และปิดการค้นหาของฉันและการเปิดใช้งาน ล็อกทำให้ง่ายต่อการกู้คืน Mac ของคุณเป็นการตั้งค่าจากโรงงานเหมือนใหม่
หากคุณเริ่มเล่นภาพยนตร์หรือรายการทีวีขณะโทรแบบ FaceTime ผู้เข้าร่วมจะแชร์การเล่นและการควบคุมที่ซิงค์ไว้ และระดับเสียงจะปรับโดยอัตโนมัติเพื่อให้คุณสามารถพูดคุยและดูได้ในเวลาเดียวกัน คุณสามารถรับชมวิดีโอบน Apple TV ของคุณในขณะที่เชื่อมต่อกับ FaceTime บน Mac ของคุณได้ด้วยการรองรับอุปกรณ์หลายเครื่อง
สำหรับเพลง เพื่อนทั้งกลุ่มของคุณสามารถฟังเพลงของ Apple Music และเพิ่มเพลงเพิ่มเติมไปยังคิวที่แชร์ด้วยการควบคุมการเล่นที่เชื่อมข้อมูล
Airplay to Mac แคสหน้าจอและเสียงจาก apple device ส่งไป Mac
ตอนนี้คุณสามารถใช้ AirPlay ไปยัง Mac ได้แล้ว ดังนั้นคุณจึงสามารถ AirPlay เนื้อหาจาก iPhone, iPad หรือแม้แต่ Mac เครื่องอื่นสำหรับการถ่ายโอน Mac-to-Mac ด้วย AirPlay ไปยัง Mac ผู้ใช้สามารถขยายหรือสะท้อนจอภาพของอุปกรณ์ Apple ไปยัง Mac และเนื่องจากรองรับ Mac สองเครื่อง Mac จึงสามารถใช้ Mac อีกเครื่องหนึ่งเป็นจอภาพภายนอก ซึ่งเคยเกิดมีโหมดการแสดงผลเป้าหมาย (Target Display Mode)
AirPlay to Mac ใช้งานได้ทั้งแบบไร้สายหรือต่อสายโดยใช้สาย USB-C โดยการเชื่อมต่อแบบมีสายจะส่งผ่านข้อมูลได้ไม่หน่วง
AirPlay to Mac ใช้งานได้กับ MacBook Pro หรือ MacBook Air ปี 2018 หรือใหม่กว่า, iMac หรือ Mac Pro ปี 2019 หรือใหม่กว่า, iMac Pro และ Mac mini รุ่นปี 2020 หรือใหม่กว่า
Airplay to Mac
Airplay Audio ส่งเสียงจาก iphone ออกไปยัง Mac
คุณยังสามารถใช้ AirPlay เพื่อเปลี่ยน Mac ของคุณให้เป็นลำโพงที่จับคู่กับลำโพง AirPlay 2 อื่นๆ สำหรับเสียงแบบหลายห้อง และคุณสามารถ AirPlay Apple Fitness+ ออกกำลังกายกับ Mac ได้