เปิดงบ NVIDIA: 5 ประเด็นสุดทึ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรายได้ 5.7 หมื่นล้านเหรียญ

เมื่อ NVIDIA ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2026 ตัวเลขที่ทุกคนพูดถึงคือรายได้มหาศาลกว่า 5.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกตะลึงและสร้างสถิติใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากมองให้ลึกลงไปเบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ เราจะพบเรื่องราวที่น่าสนใจยิ่งกว่า ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน 3 ประการที่กำลังพลิกโฉมโลกเทคโนโลยีและธุรกิจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่การเติบโตของบริษัทเดียว แต่คือภาพสะท้อนของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

บทความนี้จะเจาะลึก 5 ประเด็นที่น่าประหลาดใจและส่งผลกระทบมากที่สุดจากรายงานผลประกอบการและการแถลงข่าวของ NVIDIA เพื่อให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนกว่าแค่ตัวเลขพาดหัวข่าว และเข้าใจถึงกลยุทธ์ที่กำลังกำหนดอนาคตของวงการ AI

1. ไม่ใช่แค่การเติบโต แต่คือการมองเห็นอนาคตมูลค่า “ครึ่งล้านล้านเหรียญ”

ผลการดำเนินงานของ NVIDIA นั้นอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา รายได้ในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 5.7 หมื่นล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นถึง 62% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสร้างสถิติการเติบโตระหว่างไตรมาสสูงถึง 1 หมื่นล้านเหรียญ แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือคำแถลงการณ์ที่มองไปข้างหน้าของผู้บริหาร ที่ระบุว่าบริษัทมี “มุมมองที่ชัดเจนต่อรายได้จากชิปสถาปัตยกรรม Blackwell และ Rubin รวมกันถึง 0.5 ล้านล้านเหรียญ (ครึ่งล้านล้านเหรียญ) นับตั้งแต่ต้นปีนี้ไปจนถึงสิ้นปีปฏิทิน 2026”

ตัวเลขนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การคาดการณ์ลอยๆ แต่เปรียบเสมือน “แรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ” (economic gravity well) ที่กำลังกำหนดทิศทางการลงทุนของทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มันคือเครื่องชี้วัดอุปสงค์ที่จับต้องได้และคำมั่นสัญญาที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกได้ให้ไว้กับ NVIDIA ตัวเลขครึ่งล้านล้านเหรียญนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ไม่ใช่กระแสระยะสั้น แต่เป็นโครงการขนาดยักษ์เทียบเท่ากับการสร้างอินเทอร์เน็ตในยุคแรกเริ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องลงทุนเพื่อความอยู่รอดในทศวรรษหน้า

2. ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่คือ “การปฏิวัติ 3 ระลอก” ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

หลายคนอาจกังวลว่าความร้อนแรงของ AI ในปัจจุบันเป็นเพียง “ฟองสบู่” ที่รอวันแตก แต่ Jensen Huang, CEO ของ NVIDIA ได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไป เขาอธิบายว่าโลกกำลังเผชิญกับ “การเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ 3 ระลอก” (3 massive platform shifts) ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตในปัจจุบัน

  • ระลอกที่ 1: Accelerated Computing การเปลี่ยนผ่านจากการประมวลผลด้วย CPU แบบดั้งเดิม ไปสู่การประมวลผลแบบเร่งความเร็วด้วย GPU ในยุคที่กฎของมัวร์ (Moore’s Law) เริ่มชะลอตัวลง
  • ระลอกที่ 2: Generative AI การพลิกโฉมแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว เช่น ระบบค้นหา (Search), ระบบแนะนำ (Recommendation systems) และการกำหนดเป้าหมายโฆษณา (Ad targeting) ด้วยเทคโนโลยี Generative AI
  • ระลอกที่ 3: Agentic and Physical AI การถือกำเนิดของระบบ AI รูปแบบใหม่ (AI ที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่สามารถคิด วางแผน และลงมือทำงานที่ซับซ้อนได้ด้วยตัวเองในโลกจริง) ที่สามารถให้เหตุผล วางแผน และโต้ตอบกับโลกภายนอกได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างแอปพลิเคชันและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาทั้งหมด

กรอบความคิดนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยให้เราเห็นว่าความเฟื่องฟูของ AI ในปัจจุบันไม่ใช่ปรากฏการณ์เดี่ยวๆ ที่เกิดจากการเก็งกำไร แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้นและหยั่งรากลึก

“ดังนั้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ 3 ระลอก การเปลี่ยนผ่านไปสู่ Accelerated Computing เป็นพื้นฐานและจำเป็นอย่างยิ่งในยุคหลังกฎของมัวร์ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ Generative AI เป็นการพลิกโฉมและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งช่วยเพิ่มพลังให้กับแอปพลิเคชันและโมเดลธุรกิจที่มีอยู่ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Agentic and Physical AI จะเป็นการปฏิวัติ ซึ่งก่อให้เกิดแอปพลิเคชัน บริษัท ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ”

3. ธุรกิจ 8.2 พันล้านเหรียญที่ซ่อนอยู่ในสายตา

ท่ามกลางความสำเร็จของธุรกิจ GPU ที่เป็นที่รู้จักกันดี มีอีกหนึ่งธุรกิจของ NVIDIA ที่เติบโตอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง นั่นคือธุรกิจ Networking ซึ่งในไตรมาสที่ 3 สร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 8.2 พันล้านเหรียญ เติบโตถึง 162% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จน Colette Kress, CFO ของบริษัทได้กล่าวว่า NVIDIA คือ “ธุรกิจเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้”

ความสำเร็จนี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างยิ่ง เพราะมันคือข้อพิสูจน์ว่า NVIDIA ได้วิวัฒนาการตัวเองจากผู้ผลิตชิ้นส่วน GPU ไปสู่บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระดับดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจร (full-stack) การที่ NVIDIA ออกแบบทั้งหน่วยประมวลผล (GPU) และระบบเชื่อมต่อ (Networking ผ่าน NVLink, InfiniBand, Spectrum-X) ด้วยตัวเอง ถือเป็น “ปราการป้องกัน” ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะช่วยให้บริษัทสามารถแก้ปัญหาคอขวดในระดับดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างที่คู่แข่งซึ่งขายแค่ชิ้นส่วนไม่สามารถทำได้ ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่ความเร็ว แต่ซื้อประสิทธิภาพต่อวัตต์และประสิทธิภาพต่อดอลลาร์ที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดมหึมา หรือที่เรียกว่า ต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม (Total Cost of Ownership – TCO) ที่ต่ำกว่านั่นเอง

4. ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างมหาอำนาจ: เรื่องราวของชิป H20 ในจีน

แม้ NVIDIA จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีน บริษัทได้พัฒนาชิป H20 ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ สำหรับตลาดจีน

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับน่าประหลาดใจ ยอดขายของชิป H20 ในไตรมาสนี้มีมูลค่าเพียงประมาณ 50 ล้านเหรียญเท่านั้น เหตุผลโดยตรงที่ระบุในรายงานคือ “คำสั่งซื้อจำนวนมากไม่เกิดขึ้นจริงในไตรมาสนี้ เนื่องจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และตลาดในจีนที่มีการแข่งขันสูงขึ้น”

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงและความซับซ้อนที่แม้แต่บริษัทที่แข็งแกร่งอย่าง NVIDIA ก็ต้องเผชิญ เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางแรงกดดันระหว่างข้อจำกัดของรัฐบาลสหรัฐฯ และความท้าทายในการแข่งขันในตลาดจีน

5. กลยุทธ์ “Kingmaker”: ไม่ใช่แค่ขาย แต่ร่วมสร้างอนาคตของ AI

กลยุทธ์ของ NVIDIA ไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายฮาร์ดแวร์ แต่ยังรวมถึงการเป็นพันธมิตรและลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้เล่นสำคัญในวงการ AI ซึ่งเห็นได้ชัดจากการประกาศความร่วมมือล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีเชิงลึกกับ Anthropic ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Anthropic นำสถาปัตยกรรมของ NVIDIA มาใช้ รวมถึงการสานต่อความร่วมมือกับ OpenAI ในการสร้างและติดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI

นี่ไม่ใช่แค่การลงทุนทางการเงิน แต่เป็นกลยุทธ์ที่สร้าง Flywheel Effect หรือวงจรแห่งการเติบโตที่ทรงพลัง การเข้าไปเป็นพันธมิตรเชิงลึกกับบริษัท AI ชั้นนำอย่าง Anthropic และ OpenAI ทำให้ NVIDIA มั่นใจได้ว่าฮาร์ดแวร์รุ่นต่อไป (อย่าง Rubin) จะถูกปรับแต่งให้ทำงานได้ดีที่สุดกับโมเดล AI ที่สำคัญที่สุดในโลก ซึ่งจะทำให้แพลตฟอร์ม NVIDIA กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับบริษัทอื่นๆ ที่ต้องการใช้โมเดลเหล่านั้น เป็นการ “ตอกย้ำ” สถานะความเป็นผู้นำและขยายระบบนิเวศ CUDA ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีผลตอบแทนทางการเงินเป็นเพียงผลพลอยได้ที่ตามมา

“ความร่วมมือที่เรามีกับพวกเขานั้น หนึ่งคือเพื่อให้เราสามารถทำงานร่วมกันในเชิงเทคนิคได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อที่เราจะสามารถสนับสนุนการเติบโตอย่างรวดเร็วของพวกเขา… และแน่นอน แทนที่จะต้องยกส่วนแบ่งของบริษัทเราให้ใคร เรากลับได้ส่วนแบ่งในบริษัทของพวกเขา และเราได้ลงทุนในหนึ่งในบริษัทที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบเจเนอเรชัน และผมคาดหวังอย่างเต็มที่ว่าการลงทุนนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนที่ไม่ธรรมดา”

บทสรุป

ตัวเลขรายได้มหาศาลของ NVIDIA เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ใหญ่กว่านั้น เมื่อนำทั้ง 5 ประเด็นมาประกอบกัน เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า NVIDIA ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากกระแส AI แต่เป็นสถาปนิกผู้กำหนดทิศทางของการปฏิวัติครั้งนี้อย่างแท้จริง

NVIDIA ได้วางรากฐานสำหรับ อนาคตระยะยาว ด้วยแผนงานมูลค่าครึ่งล้านล้านเหรียญ (ข้อ 1) ที่ตั้งอยู่บน การปฏิวัติเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ฟองสบู่ (ข้อ 2) โดยควบคุมทั้ง ระบบประสาทส่วนกลาง ของดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่แค่สมอง (ข้อ 3) ขณะเดียวกันก็วางหมากเป็น “Kingmaker” ผู้สร้างราชาแห่งยุค AI (ข้อ 5) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เห็นได้จากตลาดจีน (ข้อ 4)

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงคราม AI อีกต่อไป แต่เป็น… อุตสาหกรรมใดต่อไปที่จะถูกพลิกโฉมบนแพลตฟอร์มของ NVIDIA?

Posted in

ใส่ความเห็น